| กล้วยน้ำว้า |
 |
| ชื่อสามัญ |
Holy
basil, Sacred basil |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ |
Ocimum
sanctum Linn. |
| วงศ์ |
Labiatae |
| ชื่อพื้นเมือง |
ภาคกลาง
กะเพราแดง, ภาคเหนือ กอมก้อ, พายัพ กอมก้อดึก |
|
|
| ลักษณะ |
เป็นไม้พุ่ม โคนต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง
ปลายกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน ทุกส่วนมีขน โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่จะมีขนปกคลุมมากกว่า
ส่วนที่แก่ กระเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว
และกะเพราลูกผสม
ใบ เดียว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่
ๆ รูปรีแกมขอบขนานขอบใบหยัก ใบมีขน สีของใบขึ้นอยู่กับพันธุ์
ถ้ากะเพราแดง แผ่นใบจะเป็นสีม่วงแดง กระเพราขาว ใบสีเขียวอ่อน
สำหรับกะเพราลูกผสมนั้น ใบจะมีสีม่วงแดงอมเขียว บางใบสีจะออกม่วงแดงมาก
ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่ง ช่อยาว
หนึ่งช่อจะออกเป็นชั้น ๆ ชั้นละ 8 ดอก แบ่งเป็น 2
ส่วน ส่วนละ 3 ดอก ออกจะบานตรงกลางก่อน และทั้งช่อใหญ่จะบานจากกลางขึ้นข้างบน
ดอกย่อยมีใบประดับรูปใน กลีบตรงกลีบดอกจะคงทน และขยายใหญ่เมื่อเป็นผล
กลีบดอกสีชมพูอ่อนจนถึงชมพูแก่ แบ่งเป็น 2 ปาก โดยกลีบด้านล่างติดกัน
ผล แห้งมีขนาดเล็ก หนึ่งดอกมี
4 ผล รูปรีเกลี้ยง |
| ส่วนที่ใช้ |
| ใบสด |
| สารที่สำคัญ |
- มีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอมคล้ายน้ำมัน Anise
น้ำมันประกอบด้าย linallol, methyl chavicol, eugenol
ocimol ฯลฯ
|
| สรรพคุณ |
|
| ขนาดและวิธีการใช้ |
- เด็กแรกเกิด ใช้ใบกะเพรา
1 ใบ ตำให้ละเอียด เติมน้ำผิ้งเดือนห้า 1 ช้อนชา
ใช้สำลีชุบน้ำยา 1-2 หยด หยอดเด็กแรกเกิด วันละ
2-3 ครั้ง จะช่วยขับขี้เท่า และคุมธาตุ
- เด็ก ใช้ใบสด 3-5 ใบ ขยี้ทาท้องเด็ก
ช่วยป้องกันท้องขึ้นเฟ้อ
- ผู้ใหญ่ ใช้ใบและยอดสด 1
กำมือ ประมาณ25 กรัม ต้มพอเดือด ดื่มแต่น้ำวันละ
3 ครั้งหลังอาหาร
- หญิงหลังคลอด แกงเลียงใบกระเพราให้รับประทาน
จะช่วยป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้อ กะเพราแดง จะมีฤทธิ์แรงกว่ากะเพราชนิดอื่น
ๆ และในยาไทยนิยมใช้กะเพราแดง
|