
โดย นายทองคำ แก้วพรม
ที่ปรึกษาสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย
การแพทย์แผนไทย
ปัจจุบันกระแสนิยมในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยเป็นที่ยอมรับกันเพิ่ม
มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการนวดไทยหรือการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ
ในรูปแบบสมุนไพร เดี่ยวหรือสูตรตำรับยาสมุนไพร
ทั้งนี้เนื่องจากการแพทย์แผนไทยเป็นการดูแลและส่งเสริม
สุขภาพแบบการแพทย์องค์รวม คือมองมิติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ซึ่ง สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสมดุลแห่งสุขภาพ
นั่นหมายถึงว่าการดูแลสุขภาพตามแนวคิดทฤษฎี
การแพทย์แผนไทย มิได้แยกกายและใจออกจากสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการมองแบบ
องค์รวม
การแพทย์แผนไทย
เป็นศาสตร์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไทย
และการดูแล รักษาอาการเจ็บป่วยของคนไทย ซึ่งอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณกาล
เป็นภูมิปัญญาของ บรรพบุรุษไทยที่ได้ทดลองและปฏิบัติจริงเห็นผลจริงแล้วจึงได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาการแพทย์
แผนไทยมีประวัติและวิวัฒนาการควบคู่กันมากับประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย
ดังจะเห็นได้ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น
สมัยสุโขทัย มีการค้นพบศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง
มหาราชที่ได้บันทึกไว้ว่าทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยา
เพื่อให้ ราษฎรได้เก็บสมุนไพรไปใช้รักษาโรคยามเจ็บป่วย
สมัยอยุธยาโดยเฉพาะใน สมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชมีการรวบรวมตำรายาต่างๆซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์แผน
ไทย เรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์”
การแพทย์แผนไทยสมัยนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก
โดยเฉพาะการนวดสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น การแพทย์แผนไทยก็ยังเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปอยู่ในสมัยรัชกาลที่
1 มีการรวบรวม และจารึกตำรายา ฤๅษีดัดตน ตำราการนวดไทยไว้ตามศาลาราย วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม
และในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการนำตำรับตำรายาโบราณทั้งหลายที่มีสรรพคุณดีและเชื่อถือได้เท่า
ที่มีอยู่ในสมัยนั้น นำมาจารึกเป็นหลักฐานไว้บนหินอ่อน
ประดับไว้บนผนังพระอุโบสถ ศาลาราย เสาและกำแพงวิหารคดรอบพระเจดีย์สี่องค์
และตามศาลาต่างๆ ของวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพลฯ)
สมัยรัชกาลที่ 6 ถือว่าเป็นช่วงตกต่ำของวงการแพทย์แผนไทย
หรือการแพทย์แผนโบราณ เนื่องจากมีการประกาศยกเลิกวิชาการแพทย์แผนโบราณ
และต่อมามีการประกาศใช้พระราช- บัญญัติการแพทย์
เป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับ
ประชาชน อันเนื่องมาจากการประกอบโรคศิลปะของผู้ที่ไม่มีความรู้และมิได้ฝึกหัด
ด้วยความ ไม่พร้อมในด้านการเรียนการสอน การสอบ
และการประชาสัมพันธ์ ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวน
มากกลัวถูกจับจึงเลิกประกอบอาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้งไปก็มี
ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็น อย่างมาก สมัยรัชกาลที่
7 มีการตรากฎหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็น
“แผนปัจจุบัน” และ “แผนโบราณ” เป็นเหตุให้การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์แผนโบราณ
กลับมาตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง
ปัจจุบันการแพทย์แผนไทยได้แบ่งออกเป็น
4 สาขา คือ
1.
สาขาเวชกรรมไทย เป็นการตรวจ การวินิจฉัยโรค
เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรคตาม
แนวทางของการแพทย์แผนไทย
จากนั้นจึงทำการบำบัดหรือรักษา
หรือป้องกันด้วยกรรมวิธี
การแพทย์แผนไทย
2.
สาขาเภสัชกรรมไทย เป็นการเตรียมยา
การผลิตยาแผนไทย ด้วยกรรมวิธีการแพทย์
แผนไทย
3.
สาขาผดุงครรภ์ไทย เป็นการดูแลสุขภาพของมารดาและเด็กในครรภ์
ตั้งแต่ก่อนคลอด
การทำคลอด
พร้อมทั้งการดูแลและส่งเสริมสุขภาพมารดาและเด็กในระยะหลังคลอดแต่
ในปัจจุบันหน้าที่ในการทำคลอดแบบแผนไทยมีน้อยลง
แต่จะเน้นในการดูแลสุขภาพของ
มารดาหลังคลอดมากขึ้น
4. สาขาการนวดไทย เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ
ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล
เกิดขึ้นจาก
สัญชาตญาณเบื้องต้นของการอยู่รอด
เมื่อมีอาการปวดเมื่อยหรือเจ็บป่วย
ตนเองหรือผู้อยู่
ใกล้เคียงมักจะบีบนวดบริเวณดังกล่าวนั้น
ทำให้อาการปวดเมื่อยคลายลงในครั้งแรกๆ
ก็
เป็นไปโดยมิได้ตั้งใจ
ต่อมาเริ่มสังเกตเห็นผลของการบีบนวด
ในบางจุดหรือบางวิธีที่ได้ผล
จึงเก็บไว้เป็นประสบการณ์และกลายเป็นความรู้ที่สืบทอดกันต่อๆ
มา การนวดไทยปัจจุบัน
มีทั้งการนวดเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วย
การนวดเพื่อสุขภาพ
และการนวดเพื่อเสริมสวย
ในบางคนอาจจะมีการใช้ยาสมุนไพรควบคู่ไปด้วยก็มี
เช่น ให้ทานยาสมุนไพร
หรือใน
ระหว่างการนวดอาจจะมีการประคบด้วยลูกประคบสมุนไพรด้วยก็ได้
ผู้เขียนขอแนะนำผู้ที่จะประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย
ควรจะหาโอกาส ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยให้ได้ครบทั้ง
4 สาขา เพื่อที่จะได้มีความรู้ความ สามารถและทักษะในการทำหน้าที่ดูแล
และรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ที่เข้ามารับบริการได้
อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์
_______________________________
อ้างถึง
- คู่มือการนวดไทยแบบมาตรฐาน ฝ่ายวิชาการ
สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย
- ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม |